อัปเกรดจาก LabScan XE สู่ Agera L2: ก้าวสู่มาตรฐานการวัดสีระดับ Reference-Grade
หากห้องปฏิบัติการหรือสายการผลิตของคุณใช้งานเครื่องวัดสี LabScan XE มาอย่างยาวนาน คุณอาจกำลังตั้งคำถามว่า “เครื่องเดิมก็ยังใช้งานได้ ทำไมต้องเปลี่ยน?” คำตอบคือ คุณไม่ได้เปลี่ยนหลักการวิทยาศาสตร์เรื่องสีเดิมที่คุณเชื่อถือ แต่สิ่งที่คุณจะได้เพิ่มขึ้นคือความเสถียร ความแม่นยำ และการลดความเสี่ยงจากอุปกรณ์ยุคเก่า
💡 ทำไมถึงเวลาต้องปลดระวาง LabScan XE?
⚠️ ความเสี่ยงจากชิ้นส่วน
LabScan XE ถูกออกแบบตั้งแต่ช่วงปลายยุค 90 ตัวเครื่องพึ่งพาหลอดไฟ Xenon Flash และวงจรอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก่า ซึ่งชิ้นส่วนหลายชิ้นได้ยกเลิกการผลิตแล้ว
⛔ ความเสี่ยงต่อสายการผลิต
หากเครื่องหยุดทำงานกะทันหัน การหาอะไหล่เปลี่ยนทดแทนทันทีทำได้ยาก ส่งผลกระทบต่อขั้นตอน QC และทำให้การปล่อยชิ้นงานล่าช้า
🚀 จุดเด่นของ Agera L2: ยกระดับมาตรฐานการวัดสี
การเปลี่ยนมาใช้ Agera L2 ไม่ใช่การเปลี่ยนวิธีวัดสี แต่เป็นการอัปเกรดประสิทธิภาพรอบด้าน:

หลักการวัด Geometry 0°/45°
สอดคล้องกับการมองเห็นของสายตามนุษย์ และคงระบบ QC เดิมที่ใช้อยู่ได้อย่างสมบูรณ์
แม่นยำระดับ Reference-Grade
Inter-instrument agreement ΔE2000 < 0.10 และค่าความสม่ำเสมอในการวัดซ้ำ ΔE* < 0.03
หลอดไฟจำลองแหล่งแสงประดิษฐ์แบบ D65 Grade “A”
จำลองแสงธรรมชาติอย่างเที่ยงตรง วัดชิ้นงานที่มีสารเพิ่มความขาว (OBAs) ได้อย่างแม่นยำ
แม่นยำขึ้น 6 เท่าในสีเข้ม
สำหรับชิ้นงานที่มีค่าการสะท้อนแสง (Reflectance) ต่ำกว่า 20%
พื้นที่การวัดขนาดใหญ่พิเศษ
วัดพื้นที่กว้างขึ้น 4–16 เท่า ลดความคลาดเคลื่อนในวัสดุที่มีพื้นผิวขรุขระหรือมีลวดลาย
วัดสี + ความเงา 60° พร้อมกัน
แสดงผลทั้งค่าสีและค่าความเงาในการกดวัดเพียงครั้งเดียว ช่วยประหยัดเวลา
กล้องถ่ายภาพตัวอย่างในตัว
บันทึกรูปชิ้นงานพร้อมข้อมูลการวัด เพิ่มการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
หน้าจอสัมผัส Standalone
ซอฟต์แวร์ Essentials L2 ในตัว ไม่ต้องต่อ PC ภายนอก รองรับมาตรฐาน FDA 21 CFR Part 11
📊 ตารางเปรียบเทียบ: LabScan XE vs Agera L2

| คุณสมบัติ (Feature) | LabScan XE | Agera L2 | ประโยชน์ที่ได้รับ |
|---|---|---|---|
| หลักการวัด (Geometry) | 0°/45° circumferential | 0°/45° circumferential (Optical engine ใหม่) | ได้ผลลัพธ์การมองเห็นตรงตามมาตรฐานเดิม |
| แหล่งกำเนิดแสง | หลอดไฟรุ่นเก่า (เบี่ยงเบนตามอายุ) | Certified Grade “A” CIE D65 (LED) | แสงเสถียร ไม่ต้องเปลี่ยนหลอดไฟบ่อย |
| พื้นที่การวัด (AOV) | ~44 mm | สูงสุด 2 นิ้ว (50.8 mm) | สุ่มวัดพื้นที่กว้างขึ้น ได้ค่าเฉลี่ยแม่นยำ |
| ตัวอย่างสีเข้ม (<20%) | ระดับมาตรฐาน | ความแม่นยำสูงขึ้น 6 เท่า | วัดวัสดุสีเข้มหรือสะท้อนแสงน้อยได้เสถียร |
| กล้องดูจุดวัด | ไม่มี | มีกล้อง D65 ในตัว | ยืนยันตำแหน่งและบันทึกรูปแนบกับข้อมูล |
| การวัดความเงา (Gloss) | ต้องใช้เครื่องแยก | วัดสี + ความเงา 60° พร้อมกัน | ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน |
| ระบบปฏิบัติการ | ต้องต่อ PC ภายนอก | จอสัมผัส Essentials L2 ในตัว | ทำงานรวดเร็ว เป็นเครื่อง Standalone |
🔍 สิ่งที่ยังเหมือนเดิม & สิ่งที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม (Validation)
- สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง หลักการวัด (Geometry) 0°/45°, สเกลสี CIELAB, ค่า ΔE, และเกณฑ์มาตรฐาน QC เดิมที่คุณกำหนดไว้
- สิ่งที่ควรทำการทดสอบเปรียบเทียบ (Correlation Study) เนื่องจากการเปลี่ยนมาใช้แหล่งกำเนิดแสง D65 แบบคงที่ อุปกรณ์บางชนิด เช่น พลาสติกรีไซเคิล (rPET), วัสดุที่มีสารเพิ่มความขาว หรือผ้า อาจมีการเปลี่ยนแปลงของค่า b*, ค่า Whiteness Index หรือ Yellowness Index เล็กน้อย ซึ่งทาง HunterLab มีทีมงานช่วยทำการทดสอบและเทียบค่ามาตรฐานให้ราบรื่น
🏭 เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมใดบ้าง?
บรรจุภัณฑ์ (Packaging)
สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย (Textiles)
สีและสารเคลือบผิว (Coatings & Paints)
ยาและปิโตรเคมี (Pharmaceuticals & Petrochemicals)
กระดาษและเยื่อกระดาษ (Paper)
วัสดุสะท้อนแสงและอุปกรณ์ความปลอดภัย


