เครื่องวัดสี HunterLab Spectrophotometer

การเลือกเครื่องวัดสีที่เหมาะสมกับการใช้งาน

       การเลือกเครื่องวัดสีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุและความแม่นยำที่ต้องการ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

  • วัสดุของแข็ง งานทั่วไป สำหรับการวัดสีพลาสติกผนัง หรือพื้นผิวเรียบทั่วไป แนะนำให้ใช้ เครื่องคัลเลอริมิเตอร์แบบพกพา (Portable Colorimeter) เนื่องจากมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ใช้งานง่าย และราคาประหยัด เหมาะสำหรับงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก อย่างไรก็ตาม เครื่องชนิดนี้อาจไม่เหมาะกับงานที่ต้องการ ความแม่นยำสูง หรือวิเคราะห์ความแตกต่างของสีอย่างละเอียด
  • วัสดุของแข็ง งานความแม่นยำสูง สำหรับงานที่ต้องการ การควบคุมคุณภาพสี ระดับอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ ผ้าสิ่งทอ หรือชิ้นงานพลาสติก ควรใช้ เครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์แบบพกพา (PortableSpectrophotometer) ซึ่งให้ค่าการวัดที่แม่นยำและเสถียรกว่า โดยสามารถวัดข้อมูลสีเต็มช่วง สเปกตรัมได้ เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ สิ่งทอ เครื่องสำอาง และอิเล็กทรอนิกส์
  • งานเฉพาะทาง วัสดุของเหลวสำหรับ การวัดสีน้ำ หรือสารละลายโปร่งแสง ต้องใช้ เครื่องวัดสีของเหลวเฉพาะทาง (Water Color Meter) ที่แสดงผลเป็นหน่วย Platinum Cobalt Units (PCU) ตามมาตรฐานการทดสอบคุณภาพน้ำ เครื่องชนิดนี้ใช้หลักการเปรียบเทียบการดูดกลืนแสงกับสารมาตรฐาน วัดค่าได้ในช่วง 0-500 PCU ช่วยประเมินคุณภาพน้ำได้รวดเร็วและแม่นยำ
การเลือกเครื่องมือที่ถูกต้องจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้และคุ้มค่าการลงทุนมากที่สุด

ระบบสีมาตรฐานที่ใช้ในการวัดสี

      ระบบสีมาตรฐานหรือสเกลสีมาตรฐาน เป็นพื้นฐานสำคัญในการวัดสีที่มีความแม่นยำและสอดคล้องกับการรับรู้ของดวงตามนุษย์ ระบบสีที่ได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ สเกลสี (Color scale) Hunter Lab, CIE L*a*b*, CIE L*C*h*, CIE Yxy และ CIEXYZ โดยแต่ละสเกลสีมีลักษณะเฉพาะของค่าสี เช่น ความสว่าง (L*), ค่าสีในแกนต่างๆ (a*, b*) และความเข้มของสี (C*) ซึ่งช่วยให้การประเมินและเปรียบเทียบสีเป็นไปอย่างถูกต้องและชัดเจน

       มาตรฐานสเกลสี (Color Scale)

  • Hunter Lab

เป็นระบบสีที่ใช้อธิบายสีออกเป็นแกนสามมิติ ซึ่งแทนค่า L (ความมืดและคซวามสว่าง), a (สีแดง-เขียว), และ b (สีเหลือง-น้ำเงิน) ซึ่งเหมาะสมกับการวัดสีของตัวอย่างที่มีความหลากหลายและต้องการความแม่นยำสูง

  • CIE L*a*b*
          เป็นระบบสีที่ใช้อธิบายสีออกเป็นแกนสามมิติ ซึ่งแทนค่าแกน L* แทนความมืดและความสว่าง, แกน a* แทนแกนสีเขียว-แดง, และแกน b* แทนแกนสีน้ำเงิน-เหลือง ซึ่งเหมาะสำหรับการควบคุมคุณภาพสีในกระบวนการผลิต ตรวจสอบความสม่ำเสมอของสี และใช้ในงานวิจัยทางสีต่างๆ
  •  CIE L*C*h*
           เป็นมาตรฐานการวัดสีที่ช่วยบอกให้เข้าใจว่าสีมีความมืดและความสว่างแค่ไหน (L*), สีสดหรือเข้มหรืออ่อนแค่ไหน (C*), และสีอยู่ในเฉดไหน เช่น สีแดง สีเขียว หรือ สีเหลือง (h*)

แนวทางการเลือกเครื่องวัดสีให้เหมาะกับงาน

        เพื่อให้ได้เครื่องวัดสีที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้:
  • ชนิดและสถานะของตัวอย่าง: ตรวจสอบว่าวัสดุที่ต้องการวัดสีเป็นตัวอย่างของแข็ง ทึบแสง โปร่งใส หรือตัวอย่างของเหลว หากเป็นของเหลวหรือตัวอย่างเฉพาะทาง (เช่น น้ำ น้ำผึ้ง น้ำมัน เป็นต้น) ก็ควรเลือกเครื่องวัดสีที่ออกแบบสำหรับงานนั้น เช่น สเปกโตรโฟโตมิเตอร์วัดสีของน้ำ หรือเครื่องวิเคราะห์สีของน้ำผึ้ง เพื่อให้ได้ผลการวัดที่ถูกต้องและเชื่อถือได้
  • ความละเอียดและความแม่นยำที่ต้องการ: พิจารณาว่างานของเราต้องการความแม่นยำระดับใด หากเป็นงานที่ต้องควบคุมความแตกต่างของสีอย่างเข้มงวดหรือต้องวิเคราะห์สีเชิงลึก (เช่น ตรวจสอบความเบี่ยงเบนสีเพียงเล็กน้อย หรือคำนวณสูตรส่วนผสมสีในการผลิต) ควรเลือกใช้ สเปกโตรโฟโตมิเตอร์ ที่สามารถวัดสีได้ละเอียดเต็มช่วงสเปกตรัม เพื่อความถูกต้องสูงสุดในการวัดสีและคำนวณค่าสี และวิเคราะห์ค่าสีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ในทางตรงกันข้าม หากเป็นงานตรวจสอบสีทั่วไปที่ไม่ซับซ้อนมากและสามารถยอมรับค่าความคลาดเคลื่อนได้ในระดับหนึ่ง เครื่อง คัลเลอริมิเตอร์แบบพกพา ซึ่งให้ผลการวัดแบบค่าแม่สีหลักสามสี (แดง, เขียว, น้ำเงิน) ก็อาจเพียงพอต่องานนั้น ทั้งนี้เครื่องคัลเลอริมิเตอร์มีจุดเด่นที่ใช้งานง่ายและให้ค่าสีที่สม่ำเสมอภายใต้แหล่งแสงเดียว แต่จะไม่สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบสีได้ละเอียดหรือผลของแสงต่างชนิดได้ดีเท่าเครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์
  • สภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้งาน: หากการวัดสีจะต้องมีการนำไปใช้งานนอกสถานที่หรือใช้ในสายการผลิตที่ต้องเคลื่อนย้ายบ่อย ควรเลือกอุปกรณ์ที่ พกพาสะดวก แข็งแรง และทนทาน ต่อสภาพแวดล้อมการใช้งานภาคสนาม เช่น เครื่องวัดสีแบบพกพา (Portable) ที่มีแบตเตอรี่ในตัวและโครงสร้างป้องกันฝุ่น/น้ำ เป็นต้น ในขณะที่หากเป็นงานวัดสีในห้องปฏิบัติการหรือจุดตรวจสอบคุณภาพที่อยู่กับที่ เครื่องวัดสีแบบตั้งโต๊ะ (Benchtop) อาจให้ความเสถียรและฟังก์ชันการทำงานที่มากกว่า ปัจจุบันเครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์หลายรุ่นมีทั้งแบบตั้งโต๊ะสำหรับห้องแล็บ และแบบพกพาสำหรับงานภาคสนามหรือไลน์การผลิต ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกชนิดที่เหมาะสมตามการใช้งานได้
  • งบประมาณและความคุ้มค่า: โดยทั่วไปเครื่องคัลเลอริมิเตอร์จะมีราคาย่อมเยากว่าและไม่ต้องการการบำรุงรักษาซับซ้อนมาก (เนื่องจากโครงสร้างภายในเรียบง่ายกว่า ในขณะที่เครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์แม้จะมีราคาสูงกว่าแต่ก็ให้ประสิทธิภาพและความแม่นยำในการวัดสีสูง เหมาะกับงานที่คุณภาพสีมีความสำคัญมาก การประเมินงบประมาณที่มีและเปรียบเทียบกับความต้องการความแม่นยำ, ฟังก์ชันการใช้งานที่จำเป็นจะช่วยให้ตัดสินใจเลือกเครื่องมือที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับงานของคุณได้

ประเภทของเครื่องวัดสี (ตามชนิดเซ็นเซอร์ที่ใช้)

        เครื่องวัดสีมีหลายประเภท ตามชนิดของเซ็นเซอร์ที่ใช้ ซึ่งสำคัญมากสำหรับการเลือกเครื่องที่เหมาะสมกับงานที่ต้องการ การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้คุณเลือกเครื่องที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด
  •  เครื่องวัดสีแบบ Colorimeter ใช้เซ็นเซอร์ไตรสิมูรัส (Tristimulus Sensor) ซึ่งเน้นการวัดสีที่ง่ายและรวดเร็ว เหมาะกับงานทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน เช่น การตรวจสอบสีพื้นฐานในงานผลิตหรือการควบคุมคุณภาพเบื้องต้น ข้อดีคือใช้งานง่าย ราคาประหยัด แต่ไม่เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความละเอียดสูง
  • ส่วนเครื่องวัดสีแบบ Spectrophotometer ใช้เซ็นเซอร์สเปกตรัม (Spectral Sensor) ซึ่งวัดแสงในแต่ละความยาวคลื่น ทำให้ได้ข้อมูลสีที่ละเอียดและแม่นยำ เหมาะกับงานที่ต้องการข้อมูลสีแบบลึก เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ งานวิจัย หรือควบคุมคุณภาพในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงสีซับซ้อน เช่น อาหาร เครื่องสำอาง และสิ่งทอ ข้อดีคือความแม่นยำสูง แต่มีราคาสูงและใช้งานซับซ้อนกว่า

ประโยชน์ของการใช้เครื่องวัดสี

             การนำเครื่องวัดสีมาใช้ในงานด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ หรือการวิจัยด้านสี มีข้อดีและประโยชน์หลายประการ ดังนี้:
  • การวัดสีอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และเป็นมาตรฐาน: เครื่องวัดสีช่วยแปลงคุณลักษณะของสีที่ตามนุษย์มองเห็นให้กลายเป็นค่าตัวเลข ทำให้การอธิบายและสื่อสารสีเป็นไปอย่างแม่นยำ, ง่ายและเป็นสากล ลดความคลาดเคลื่อนจากการรับรู้โดยใช้สายตามองสีที่อาจแตกต่างกันไปกับผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในเรื่องการวิเคราะห์สีของวัสดุ
  • กล่าวได้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับมุมมอง, ความเชื่อและความเห็นส่วนตัวของแต่ละคนตามประสบการณ์ในงานแยกแยะสี เพื่อใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับค่าสีระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้อย่างง่ายและถูกต้องตรงกัน
  • ตรวจจับความแตกต่างของสีได้ดีกว่าการมองเห็นด้วยตาเปล่า: เครื่องมือวัดสีที่มีความละเอียดสูง (โดยเฉพาะสเปกโตรโฟโตมิเตอร์) สามารถตรวจจับความแตกต่างของสีเพียงเล็กน้อยที่สายตามนุษย์อาจมองไม่เห็นได้ แล้วแสดงผลความแตกต่างเหล่านั้นออกมาในรูปตัวเลขหรือกราฟสเปกตรัมทันที ทำให้ผู้ใช้งานทราบว่าสีของตัวอย่างแตกต่างจากมาตรฐานมากน้อยเพียงใด ตัวอย่างเช่น ค่า Delta E (ΔE) ที่คำนวณจากความแตกต่างของพิกัด Lab จะช่วยระบุว่าสีของชิ้นงานอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้หรือไม่เมื่อเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดในแต่ละอุตสาหกรรม

ประเภทของเครื่องวัดสี HunterLab มีดังนี้:

  • แบบพกพา (Portable): ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับวัดนอกสถานที่และในสายการผลิต
  • แบบตั้งโต๊ะ (Benchtop): ให้ความแม่นยำสูงสุด เหมาะกับการใช้งานในห้องปฏิบัติการ
  • แบบอินไลน์/ออนไลน์ (In-line/On-line): ติดตั้งในสายการผลิต เพื่อวัดค่าสีอย่างต่อเนื่อง

บริษัท คัลเลอ โกลโบล จำกัด เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเครื่องวัดสี HunterLab อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยให้บริการครบวงจรทั้งการจัดหาเครื่องมือ การติดตั้ง และการสนับสนุนทางเทคนิค

ควรพิจารณาเลือกเครื่องวัดสีอย่างไร

การเลือกเครื่องวัดสีที่เหมาะสมควรพิจารณาตามลักษณะตัวอย่าง เช่น พื้นผิวทึบแสงหรือโปร่งแสง, หลักการวัด (Geometry) เช่น 45°/0° geometry หรือ d/8° Integrating Sphere, ช่วงความยาวคลื่น (Spectral Range) และความสามารถในการพกพา (Portability) รวมถึงซอฟต์แวร์การจัดการข้อมูลและงบประมาณที่เหมาะสม

 

เครื่องวัดสีพกพา (Portable)

Easy-to-use. Compact. Increased performance.

เครื่องวัดสีตั้งโต๊ะ (Benchtop)

Easy-to-use. Compact. And Increased Performance. ColorFlex EZ Spectrophotometer gives you unsurpassed confidence and trust in your outcomes.

เครื่องวัดสีอินไลน์/ออนไลน์ (In-line/On-Line)

Color process monitoring and analysis.